เอไอเอ มัลติเพย์ ซีไอ พลัส (AIA Multi-Pay CI Plus)
ประกันโรคร้ายแรงที่จ่ายผลประโยชน์เป็นเงินก้อนเมื่อได้รับการวินิจฉัย และยังคุ้มครองต่อเนื่องแม้เคยเคลมไปแล้ว ช่วยรับมือค่าใช้จ่ายที่ประกันสุขภาพทั่วไปไม่ครอบคลุม

เหมาะกับใคร
- ผู้ที่มีคนในครอบครัวต้องพึ่งพารายได้ของตน
- คนที่มีประวัติโรคร้ายแรงในครอบครัว
- ผู้ที่มีประกันสุขภาพแล้ว แต่ยังกังวลเรื่องรายได้ที่หายไประหว่างรักษา

ให้แบบประกันนี้เป็นเล่มแรกของคุณ
AIA Solutions สรุปรายการลดหย่อนภาษีปี 2568 มาให้คุณเช็กสิทธิ์กันแบบเน้นๆ อ่านจบวางแผนได้ทันทีครับ
AIA Solutions สรุปรายการลดหย่อนภาษีปี 2568 มาให้คุณเช็กสิทธิ์กันแบบเน้นๆ อ่านจบวางแผนได้ทันทีครับ
1. ลดหย่อนภาระส่วนตัวและครอบครัว (สิทธิ์พื้นฐานที่ห้ามพลาด)
กลุ่มนี้เป็นสิทธิ์ติดตัวที่คุณใช้ได้ทันที เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวเองและคนที่คุณรัก
ค่าลดหย่อนส่วนตัว: ทันทีที่มีรายได้ คุณสามารถหักลดหย่อนได้เลย 60,000 บาท
คู่สมรส: หากคู่สมรสของคุณไม่มีรายได้ สามารถหักลดหย่อนได้อีก 60,000 บาท
ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร: เบิกได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท
ค่าลดหย่อนบุตร: ลูกคนแรกรับสิทธิ์ 30,000 บาท ส่วนลูกคนที่ 2 เป็นต้นไป รับเพิ่มเป็นคนละ 60,000 บาท
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา: หากคุณดูแลพ่อหรือแม่ (อายุ 60 ปีขึ้นไปและมีรายได้ไม่เกินเกณฑ์) ลดหย่อนได้ท่านละ 30,000 บาท (ได้ทั้งพ่อและแม่)
ค่าอุปการะผู้พิการหรือทุพพลภาพ: หากคุณมีชื่อเป็นผู้ดูแล สามารถลดหย่อนได้ 60,000 บาท
2. ลดหย่อนด้วยประกันและการลงทุน (สร้างความมั่งคั่งพร้อมประหยัดภาษี)
นี่คือหมวดที่สำคัญที่สุดสำหรับการวางแผนการเงินระยะยาว และเป็นหมวดที่ AIA Solutions เชี่ยวชาญที่สุดครับ
ประกันสังคม: มนุษย์เงินเดือนหักได้สูงสุด 9,000 บาท
เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา: ซื้อความคุ้มครองให้ท่าน นำมาลดหย่อนได้สูงสุด 15,000 บาท
กลุ่มประกันพื้นฐาน (รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท): ประกอบด้วย เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป หรือเงินฝากแบบมีประกันชีวิต (ลดหย่อนได้ตามจริงสูงสุด 100,000 บาท) และ เบี้ยประกันสุขภาพตัวเอง (ลดหย่อนได้ตามจริงสูงสุด 25,000 บาท)
กลุ่มเกษียณอายุ (รวมกันไม่เกิน 500,000 บาท): เพื่ออนาคตวัยเกษียณที่สดใส ประกอบด้วย เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ, กองทุน RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข./สงเคราะห์ครู, กองทุน SSF และ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (สิทธิพิเศษปี 68)
รัฐบาลจัดเต็มกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนมีบ้านและสายรักษ์โลก
ดอกเบี้ยบ้าน: ใครผ่อนบ้านอยู่ นำดอกเบี้ยมาลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุด 100,000 บาท
ค่าก่อสร้างบ้านใหม่: ใครสร้างบ้านปีนี้ หักลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท
ติดตั้ง Solar Rooftop: สายประหยัดไฟต้องเฮ เพราะค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ลดหย่อนได้สูงสุดถึง 200,000 บาท
Easy E-Receipt 2.0: ช้อปปิ้งสินค้าและบริการที่มีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ลดหย่อนได้สูงสุด 50,000 บาท
4. การบริจาคและอื่นๆ (ยิ่งให้ ยิ่งได้)
กองทุน TESG และ TESGX: กองทุนเพื่อความยั่งยืน ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
บริจาคพรรคการเมือง: สูงสุด 10,000 บาท
บริจาคเพื่อการศึกษา/กีฬา/โรงพยาบาลรัฐ: ลดหย่อนได้ 2 เท่า ของยอดที่จ่ายจริง
บริจาคทั่วไป: ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง


ทำไมประกันสุขภาพอย่างเดียวอาจไม่พอ
ทำไมประกันสุขภาพอย่างเดียวอาจไม่พอ
ประกันสุขภาพจ่ายค่ารักษาให้โรงพยาบาล แต่ไม่ได้จ่ายค่าผ่อนบ้าน ค่าเทอมลูก หรือค่าใช้จ่ายในบ้านระหว่างที่คุณทำงานไม่ได้ ซึ่งกับโรคร้ายแรงมักกินเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี
ประกันโรคร้ายแรงจึงจ่ายเป็นเงินก้อนให้คุณใช้ได้อย่างอิสระ ไม่ผูกกับใบเสร็จค่ารักษา
จุดเด่นของแบบมัลติเพย์
ประกันโรคร้ายแรงแบบดั้งเดิมจบความคุ้มครองทันทีหลังเคลมครั้งแรก ซึ่งฟังดูสมเหตุสมผลจนกว่าคุณจะคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังจากนั้น
คนที่หายจากมะเร็งเมื่อห้าปีก่อน คือคนที่แทบจะทำประกันโรคร้ายแรงฉบับใหม่ไม่ได้เลย ทั้งที่ความเสี่ยงที่จะเจอโรคร้ายแรงกลุ่มอื่น เช่น หัวใจหรือหลอดเลือดสมอง ยังอยู่เท่าเดิมหรือสูงกว่าเดิมด้วยซ้ำ
แบบมัลติเพย์แก้ปัญหานี้ด้วยการแบ่งโรคออกเป็นกลุ่ม และให้ความคุ้มครองของกลุ่มที่ยังไม่ได้เคลมเดินต่อไป นี่คือความต่างที่สำคัญที่สุดของผลิตภัณฑ์นี้ และเป็นสิ่งที่ควรถามก่อนซื้อประกันโรคร้ายแรงทุกฉบับ
- จ่ายผลประโยชน์เป็นเงินก้อนเมื่อได้รับการวินิจฉัยตามเงื่อนไข
- คุ้มครองครอบคลุมทั้งระยะเริ่มต้นและระยะรุนแรงตามที่ระบุในกรมธรรม์
- ยังมีความคุ้มครองต่อเนื่องหลังการเคลมครั้งแรก ตามกลุ่มโรคที่กำหนด
- ผลประโยชน์จ่ายให้ผู้เอาประกันโดยตรง ไม่ต้องมีใบเสร็จค่ารักษามาแสดง

ระยะเริ่มต้นกับระยะรุนแรง ต่างกันอย่างไร และทำไมถึงสำคัญ
ระยะเริ่มต้นกับระยะรุนแรง ต่างกันอย่างไร และทำไมถึงสำคัญ
ประกันโรคร้ายแรงยุคแรกจ่ายก็ต่อเมื่อโรคดำเนินไปถึงระยะรุนแรงแล้ว ซึ่งย้อนแย้งกับความเป็นจริงทางการแพทย์ปัจจุบัน ที่การตรวจพบเร็วขึ้นมากทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะต้น
ผลคือคนไข้ที่ตรวจเจอมะเร็งระยะแรก ต้องเข้ารับการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายและต้องหยุดงาน แต่กลับเคลมไม่ได้ เพราะยังไม่ “รุนแรงพอ” ตามนิยามในกรมธรรม์
แบบที่ครอบคลุมทั้งสองระยะจึงตอบโจทย์กว่ามากในทางปฏิบัติ เพราะจ่ายในจังหวะที่คุณต้องใช้เงินจริง คือตอนเริ่มรักษา ไม่ใช่ตอนที่อาการหนักแล้ว
ควรทำทุนเท่าไร
ต่างจากประกันสุขภาพที่อิงกับค่ารักษา ทุนของประกันโรคร้ายแรงควรอิงกับ “รายได้ที่จะหายไป” เพราะนั่นคือสิ่งที่มันเข้ามาทดแทน
หลักที่เราใช้คือประเมินว่าถ้าคุณต้องหยุดทำงานเพื่อรักษาตัว จะใช้เวลานานแค่ไหน สำหรับโรคร้ายแรงส่วนใหญ่ คำตอบอยู่ที่ประมาณหนึ่งถึงสองปี จากนั้นคูณด้วยรายได้ต่อปีของคุณ แล้วบวกค่าใช้จ่ายที่ประกันสุขภาพไม่ครอบคลุม เช่น ค่าเดินทางไปรักษา ค่าคนดูแล และค่าอาหารเสริมเฉพาะทาง
ตัวเลขที่ได้มักอยู่ระหว่าง 1–2 เท่าของรายได้ต่อปี ซึ่งสูงกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดไว้ แต่ต่ำกว่าที่หลายคนกลัว ตัวแทนของเราคำนวณให้ได้ฟรีในการนัดคุยครั้งเดียว
นิยามโรค คือสิ่งที่กำหนดว่าจะได้เงินหรือไม่
ตัวเลข “คุ้มครองกี่โรค” บนหน้าโบรชัวร์เป็นตัวเลขที่เปรียบเทียบข้ามบริษัทได้ยากที่สุด เพราะแต่ละที่นับไม่เหมือนกัน บางที่แยกมะเร็งแต่ละอวัยวะเป็นคนละโรค บางที่นับรวมเป็นหนึ่ง
สิ่งที่ควรดูแทนคือนิยามของโรคที่พบบ่อยที่สุดสามกลุ่ม ได้แก่ มะเร็ง กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และโรคหลอดเลือดสมอง เพราะสามกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของการเคลมจริงทั้งหมด
เราจะเปิดตารางนิยามให้ดูทีละบรรทัดก่อนคุณเซ็น ไม่ใช่ปล่อยให้ไปเจอเอาตอนยื่นเคลม
คำถามที่พบบ่อย
มีประกันสุขภาพแล้ว ยังต้องมีโรคร้ายแรงอีกไหม
สองอย่างนี้จ่ายคนละอย่าง ประกันสุขภาพจ่ายค่ารักษาให้โรงพยาบาล ส่วนโรคร้ายแรงจ่ายเงินก้อนให้คุณไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันระหว่างที่ทำงานไม่ได้ ค่าผ่อนบ้านและค่าเทอมลูกไม่ได้หยุดตามการรักษา
ถ้าเคลมระยะเริ่มต้นไปแล้ว ทุนที่เหลือจะลดลงไหม
ขึ้นกับโครงสร้างของแบบประกันและกลุ่มโรค บางกรณีผลประโยชน์ระยะเริ่มต้นจะถูกหักออกจากทุนของกลุ่มโรคนั้น ขณะที่กลุ่มอื่นยังเต็มวงเงิน รายละเอียดอยู่ในตารางผลประโยชน์และเราจะอธิบายให้ชัดก่อนสมัคร
มีประวัติมะเร็งในครอบครัว ทำได้ไหม
ประวัติของญาติสายตรงไม่ได้ทำให้สมัครไม่ได้ แต่บริษัทอาจพิจารณาเพิ่มเติมในบางกรณี ที่สำคัญกว่าคือประวัติของตัวคุณเอง และการมีประวัติในครอบครัวยิ่งเป็นเหตุผลให้ควรทำเร็ว ไม่ใช่เหตุผลให้ลังเล
ได้เงินเร็วแค่ไหนหลังวินิจฉัย
เมื่อเอกสารครบ โดยเฉพาะรายงานผลตรวจทางพยาธิวิทยาหรือผลตรวจที่ยืนยันการวินิจฉัยตามนิยาม กระบวนการมักใช้เวลาไม่นาน สิ่งที่ทำให้ช้าที่สุดคือเอกสารจากแพทย์ที่ระบุไม่ตรงกับนิยามในกรมธรรม์ ซึ่งเป็นจุดที่ตัวแทนช่วยได้มาก



